ปัจจัยที่มีผลต่อการติดทนของน้ำหอม

article006-500x300

ปัจจัยที่มีผลต่อการติดทนของน้ำหอม

หลายๆคนอาจจะประสบปัญหาเรื่องความติดทนนานของน้ำหอมใช่ไหมครับ โดยเฉพาะช่วงนี้อาจจะรู้สึกว่ากลิ่นน้ำหอมที่ฉีดอยู่ทุกวัน กลิ่นจางหายไปไวกว่าปกติ วันนี้ผมมีข้อมูลดีๆ เกี่ยวกับปัจจัยต่างๆ ทั้งที่มีผลโดยตรง หรือโดยอ้อมกับการติดทนของน้ำหอมครับ

  • คุณภาพของหัวน้ำหอมที่ใช้ บางคนอาจงงว่าทำไมลองใช้น้ำหอมตลาดนัดแล้วกลิ่นไม่ประทับใจเอาเสียเลย แถมยังไม่ติดอีกต่างหาก ฉีดไปไม่ถึง 1 ชม กลิ่นหายหมดแล้ว นั่นอาจเป็นเพราะน้ำหอมตลาดนัด ส่วนใหญ่จะใช้หัวน้ำหอมเกรดต่ำ(คือใช้เกรดดีๆไม่ได้เพราะราคาสูงกว่า 3-4เท่า จากที่ลองคำนวณดู ถ้าใช้เกรดดีๆไม่น่าขายได้ใน cc ละ 1 บาทครับ)
  • สูตรที่ใช้ บางร้านใช้อัตราส่วนระหว่าง หัวน้ำหอมและแอลกอออล์ซึ่งใช้เป็นตัวทำละลายน้อย เช่นใช้หัวน้ำหอม:แอลกอออล์ 1:4 1:5 แน่นอนยิ่งเจือจางยิ่งทำให้ประสิทธิภาพลดลงอยู่แล้วครับ
  • ส่วนผสมอื่นๆ เช่น สารที่ทำให้ติดทน เช่น musk ถ้าใส่ในอัตราส่วนที่เหมาะสมก็มีส่วนช่วยให้น้ำหอมติดทนนานขึ้น แต่ถ้าใส่น้อยก็แทบจะไม่มีผลอะไร แต่ไม่ได้หมายความว่าถ้าใส่เยอะๆเกินขนาดจะทำให้ติดทนขึ้น เพราะผลที่ได้จะเท่ากับปริมาณสูงสุดที่สารติดทนตัวนั้นๆจะทำปฏิกิริยาพอดีในสูตรเท่านั้นเอง(ง่ายๆคือใส่เยอะ เปลืองเปล่าๆครับ)
  • อุณภูมิ และแสง มีผลโดยตรงต่อการติดทนของน้ำหอม และยังมีผลต่อการผิดเพี้ยนของกลิ่นน้ำหอมด้วย จะเห็นได้ชัดว่า ช่วงนี้อากาศร้อนมาก ทำให้น้ำหอมระเหยไว และติดไม่ทนเท่าที่ควรจะเป็น
  • สภาพแวดล้อมของผู้ใช้ เช่น ถ้าฉีดแล้วต้องออกไปข้างนอกตลอด ผ่านมลพิษต่างๆ มลภาวะรอบๆตัว เช่น ควันรถ หรือนั่งมอเตอร์ไซด์ทั้งวัน แน่นอน กลิ่นน้ำหอมจะหายไปไวมาก
  • สภาพผิวของผู้ใช้เอง หากเป็นคนผิวมัน และยิ่งผิวคล้ำด้วย แค่ฉีดน้ำหอมหลังอาบน้ำก็พอแล้วครับ ส่วนคนผิวแห้ง และเป็นคนผิวขาว จะมีปัญหาว่าผิวหนังจะดูดซับน้ำหอมไปเร็วมาก วิธีแก้ไขก็คือใช้ โลชั่นทาก่อน โดยโลชั่นที่ว่านี้ต้องเป็นแบบไม่ผสมน้ำหอม(Fragrance Free)นะครับ ทาโลชั่นให้ซึมเข้าผิวซักครู่ค่อยฉีดน้ำหอมตามไปครับ
  • สุขภาพผิวของผู้ใช้น้ำหอม หากผิวไม่มี คราบไคล หรือเซลล์ผิวที่ตายไปแล้วปกคลุมอยู่ น้ำหอมจะติดดีกว่า วิธีง่ายๆคือหมั่นสครับผิวเพื่อขัดเอาเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไปบ้างก็จะช่วยได้เยอะเลยครับ
  • วิธีการใช้น้ำหอม วิธีที่ช่วยให้กลิ่นติดนานที่สุดจะเป็นการแต้ม แต่มีข้อเสียคือกลิ่นกระจายตัวไม่ดีครับ คือถ้าอยากให้กลิ่นฟุ้งต้องแต้มเป็นสิบๆจุด ครับ ส่วนวิธีการฉีดแบบห่างๆตัวกลิ่นจะกระจายตัวดีกว่าครับ แต่ก็ติดทนทานน้อยกว่าครับ ในการฉีดแล้วแต่วัตถุประสงค์ของเรานะครับ คือถ้าอยากได้กลิ่นคนเดียวและติดนานๆ ควรฉีดในร่มผ้า เช่นบริเวณหน้าอก หน้าท้อง กลิ่นจะลอยขึ้นยมาเรื่อยๆครับ นอกจากนี้กลิ่นยังอบอยู่ภายในร่มผ้า และติดอยู่ที่เสื้อผ้าด้วย ทำให้กลิ่นติดนานครับ แต่ถ้าอยากให้คนอื่นได้กลิ่นก็ฉีดด้านนอกเสื้อผ้าครับ แต่แนะนำว่าอย่าฉีดใกล้ๆมากเพราะมีสิทธิ์ที่เสื้อผ้าจะด่างได้ครับ ควรฉีดห่างตัวสัก 6 นิ้วกำลังดีครับ

สุดท้ายหากอยากให้ติดทนนานทั้งวันอาจจะต้องเติมกลิ่นบ้างในระหว่างวัน เพื่อให้กลิ่นไม่เจือจางมาก แต่ก่อนเติมกลิ่น ลองถามคนข้างๆก่อนจะดีที่สุดเพราะบางครั้ง การที่เราไม่ได้กลิ่นไม่ได้หมายความว่าไม่มีกลิ่น หรือกลิ่นจาง เนื่องจากอาจเกิดสภาวะล้าของจมูก หรือ Olfactory Fatigue ก็ได้ อาการนี้คือจมูกเราจะชินกับกลิ่นไปแล้วจนไม่รู้ว่ายังมีกลิ่นนั้นอยู่ หรืออาจได้กลิ่นนั้นๆเบาบางกว่าที่ควรจะเป็น ดังนั้นหากเติมกลิ่นเข้าไปอีก แทนที่จะเพิ่มสเนห์ให้ตัวเอง อาจจะเป็นที่รังเกียจของคนรอบข้างได้ครับ